งานใหม่วันที่ 5 มกราคม 2555

                                                     
1. คุณลักษณะในการจัดเก็บข้อมูล

ภาษาที่ใช้ในการควบคุมข้อมูล  ประกอบด้วยคำสั่งที่ใช้ในการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล  หรือป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ใช้หลายคสเรียกใช้ข้อมูลพร้อมกัน  ในขณะที่ข้อมูลนั้น ๆ กำลังปรับปรุงแก้ไขอยู่   ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับผู้ใช้อีกคนหนึ่งก็เรียกใช้ข้อมูลนี้  และได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง  เพราะผู้ใช้คนแรกยังปรับปรุงแก้ไขไม่เสร็จ

2.  กฎที่เกี่ยวข้องกับคีย์ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
  กฎความบูรณภาพของเอนทิตี้
          กฎนี้ระบุว่า  แอทริบิวต์ใดที่จะเป็นคีย์หลักในแอทริบิวต์นั้นจะเป็นค่าเอกลักษณ์ ( Unique )  และเป็นค่าว่าง  (  Null  )  ความหมายของการเป็นค่าว่างไม่ได้  (  Not  full )  ในที่นี้จะหมายรวมถึงข้อมูลของแต่ละ
แอทริบิวต์ที่เป็นค่าหลักจะเป็นค่าว่างไม่ได้  และเป็นค่าเอกลักษณ์ในการที่จะระบุค่าของแอทริบิวต์อื่น ๆ   ใน
ทูเพิลอื่น ๆ ได้
กฎความบูรณภาพของการอ้างอิง
        การอ้างอิงข้อมูลระหว่างรีเลย์ชั้นในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะใช้คีย์นอก  ของรีเลย์ชั้นหนึ่งไปตรวจสอบกับ
ค่าของแอทริบิวต์ที่เป็นคีย์หลัก  ของรีเลย์ชั้นหนึ่ง  เพื่อเรียกดูข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  กล่าวอีกนัยหนึ่ง  คือ
ค่าของคีย์นอกจะต้องสามารถอ้างอิงให้ตรงกันกับค่าขอแงคีย์หลักได้  จึงจะเชื่อมโยงหรืออ้างอิงข้อมูลข้อมูล
ระหว่างรีเลย์ชั้นได้
        ในกรณีที่มีการแก้ไขหรือลบข้อมูล  จะทำได้หรือไม่นั้น  ขึ้นอยู่กับการออกแบบฐานข้อมูล  มี  4  ทาง
เลือก  คือ
1. การลบหรือแก้ไขข้อมูลแบบมีข้อจำกัด  (  Restrict  )
            การลบหรือการแก้ไขข้อมูลจะกระทำได้เมื่อข้อมูลของคีย์หลักในรีเลย์ชั้นหนึ่งไม่มีข้อมูลที่จะอ้างอิงโดยคีย์นอกำจากรีเลย์ชั้นหนึ่ง  เช่น  รหัสแผนก  DEPNO  ในรีเลย์ชั้น  DEP  จะถูกแก้ไขหรือลบทิ้งก็ต่อเมื่อไม่มี
พนักงานคนใดสังกัดอยู่
2. การลบหรือแก้ไขข้อมูลแบบต่อเรียง  (  Cascade )
           การลบหรือการแก้ไขข้อมูลจะทำแบบลูกโซ่  คือ  หากมีการแก้ไขหรือลบข้อมูลของคีย์หลักในรีเลย์ชั้น
หนึ่ง  ระบบจะทำการลบหรือการแก้ไขข้อมูลของคีย์นอกในรีเลย์ชั้นหนึ่ง  ที่อ้างอิงถึงข้อมูลของคีย์หลักที่ถูกลบให้ได้
3. การลบหรือแก้ไขข้อมูลโดยเปลี่ยนเป็นค่าว่าง (  Nullify  )
การลบหรือการแก้ไขข้อมูลจะทำได้เมื่อมีการเปลี่ยนค่าของคีย์นอกที่ถูกอ้างอิงให้เป็นค่าว่างเสียก่อน
4. แก้ไขข้อมูล โดยกำหนดค่าปริยาย  (  Default  )
         การแก้ไขข้อมูลของคีย์หลักสามารถทำได้  โดยถ้าหากมีคีย์นอกที่อ้างอิงถึงคีย์หลักที่ถูกแก้ไข  จะทำการปรับค่าของคีย์นอกนั้นเป็นค่าโดยนอกนั้นเป็นค่าโดยปริยาย  ที่ถูกกำหนดขึ้น

 
3. ประเภทของ KEY
คีย์แบ่งออกำเป็น 2 ประเภท คือ
1. คีย์หลัก ( Primary Key )
           เป็นรีเลย์ชั้นที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลเพื่อนำข้อมูลไปใช้ เมื่อมีการสร้างรีเลชั่นในภาษาสำหรับนิยามข้อมูล  (  DDL )  เช่น  SQL  คำสั่ง  CREATE  TABLE  เป็นการสร้างรีเลย์ชั้นหลัก  หลังจากนั้นก็จะทำการเก็บข้อมูลเพื่อการเรียกใช้ข้อมูลในภายหลัง  รีเลย์ชั้นหลักจะเป็นตารางที่มีการเก็บข้อมูลจริงไว้
2. คีย์นอก ( Foreign Key )
           เป็นรีเลย์ชั้นที่ถูกสร้างขึ้นตามความต้องการใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน  เพราะผู้ใช้แต่ละคนในฐานข้อมูลอาจต้องการใช้ข้อมูลในลักษณะที่แตกต่างกัน  จึงทำการกำหนดวิวของตนเองขึ้นจากรีเลย์ชั้นหลักขึ้นมา
ต่างหาก  เพื่อความสะดวกในการเรียกใช้ข้อมูล  และช่วยในการรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลทำได้
ง่ายขึ้น

4. ความสำคัญของการประมวลผลแบบระบบฐานข้อมูล
1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
       การเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน (Redundancy) ดังนั้นการนำข้อมูลมารวมเก็บไว้ในฐานข้อมูล จะชาวลดปัญหาการเกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้ โดยระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) จะช่วยควบคุมความซ้ำซ้อนได้ เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลจะทราบได้ตลอดเวลาว่ามีข้อมูลซ้ำซ้อนกันอยู่ที่ใดบ้าง
2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้
       หากมีการเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่และมีการปรับปรุงข้อมูลเดียวกันนี้ แต่ปรับปรุงไม่ครบทุกที่ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ก็จะทำให้เกิดปัญหาข้อมูลชนิดเดียวกัน อาจมีค่าไม่เหมือนกันในแต่ละที่ที่เก็บข้อมูลอยู่ จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้น (Inconsistency)
3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
       ฐานข้อมูลจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลต่างๆ ก็จะทำได้โดยง่าย
4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล
       บาง ครั้งพบว่าการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น จากการที่ผู้ป้อนข้อมูลป้อนข้อมูลผิดพลาดคือป้อนจากตัวเลขหนึ่งไปเป็นอีกตัว เลขหนึ่ง โดยเฉพาะกรณีมีผู้ใช้หลายคนต้องใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลร่วมกัน หากผู้ใช้คนใดคนหนึ่งแก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็ทำให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบตามไป ด้วย ในระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) จะสามารถใส่กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความผิดพลาดที่เกดขึ้น
5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้
       การเก็บข้อมูลร่วมกันไว้ในฐานข้อมูลจะทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้รวมทั้งมาตรฐานต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันได้ เช่นการกำหนดรูปแบบการเขียนวันที่ ในลักษณะ วัน/เดือน/ปี หรือ ปี/เดือน/วัน ทั้งนี้จะมีผู้ที่คอยบริหารฐานข้อมูลที่เราเรียกว่า ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) เป็นผู้กำหนดมาตรฐานต่างๆ
6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้
       ระบบ ความปลอดภัยในที่นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิมาใช้ หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบ ผู้บริหารฐานข้อมูลจะสามารถกำหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนได้ ตามความเหมาะสม
7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล
       ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล โปรแกรมต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูลทุกครั้ง ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลบางครั้ง จึงอาจกระทำเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้เรียกใช้ข้อมูลดังกล่าว ก็จะเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลง

5.  โปรแกรมฐานข้อมูลที่นิยมใช้
4.ไซเบส (Sybase)
5.แคเช่ (Cache')
7.Progress
11.Pervasive SQL
12.แซพ ดีบี (SAP DB)
14.โลตัส (Lotus)
15.พาราดอกซ์ (Paradox)
16.(FoxPro)